Top 11 Wearable Devices สายสุขภาพควรมี

ในยุคที่เทรนด์ Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพกลายเป็นเป้าหมายของคนยุคใหม่ ข้อมูลสุขภาพจึงกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างแม่นยำ จะดีแค่ไหน…ถ้าเราสามารถฟังเสียงของร่างกายได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเดาสุ่มกันอีกต่อไปว่าเราออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน นอนหลับเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่? เมื่อเทคโนโลยีการติดตามสุขภาพพัฒนาไปไกล จนกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ (Wearable Devices) ที่มาพร้อมฟังก์ชันสุดล้ำ ช่วยให้การติดตามสุขภาพเฉพาะบุคคลกลายเป็นเรื่องง่าย บทความนี้จาก LINNA Clinic รวม Top 11 Wearable Devices ที่สายสุขภาพควรมี เพื่อให้ผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์ติดตามสุขภาพใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

Table of Contents

Wearable Devices คืออะไร? มีหลักการทำงานแบบไหน

Wearable Devices คืออุปกรณ์อัจฉริยะที่ออกแบบมาให้สวมใส่ติดตัวได้ในชีวิตประจำวัน เช่น สมาร์ทวอช สายรัดข้อมือ สายรัดต้นแขน หรือแหวน โดยอุปกรณ์จะใช้เซนเซอร์ (Sensor) ในการตรวจจับและเก็บข้อมูลสุขภาพสำคัญ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด คุณภาพการนอนหลับ ความเครียด รวมถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวตลอดวัน จากนั้นจึงส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อประมวลผลและวิเคราะห์แนวโน้มสุขภาพแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้นำข้อมูลไปปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

Top 11 Wearable Devices สายสุขภาพควรมี

1.WHOOP 5.0

WHOOP 5.0 สายรัดข้อมืออัจฉริยะแบบไร้หน้าจอ เพื่อลดการแจ้งเตือนที่อาจส่งผลรบกวนในชีวิตประจำวัน ตัวสายผลิตจากวัสดุคุณภาพเยี่ยม น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย มีให้เลือกหลายรูปแบบ กันน้ำและกันเหงื่อได้ดี แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 14 วันต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ช่วยให้ติดตามข้อมูลได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องชาร์จบ่อย

จุดเด่นของ WHOOP 5.0 คือการวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกตลอดเวลา ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ 24 ชั่วโมง การวัดอัตราการผันแปรของการเต้นของหัวใจ (HRV) คุณภาพการนอน ความเครียด และข้อมูลฮอร์โมนสำหรับผู้หญิง โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและวิเคราะห์ผ่านแอป WHOOP ร่วมกับ WHOOP Coach เพื่อประเมินการฟื้นตัวและความพร้อมของร่างกายในแต่ละวัน พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจร่างกายของตัวเองได้มากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ นักกีฬา หรือคนที่อยากเข้าใจร่างกายเชิงลึก ทั้งนี้ WHOOP ใช้ระบบสมาชิก (subscription) รายเดือน/รายปี เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด 

2.Polar Loop

สายรัดข้อมืออัจฉริยะสำหรับติดตามกิจกรรมในชีวิตประจำวันจากแบรนด์ Polar ที่เน้นการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายเป็นหลัก สายรัดข้อมือดีไซน์เรียบแบบไร้หน้าจอ ตัวสายผลิตจากโพลิเมอร์คุณภาพสูง สัมผัสนุ่ม เหมาะกับการสวมใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แบตเตอรี่อยู่ได้นานสูงสุด 8 วันต่อการชาร์ต 1 ครั้ง 

จุดเด่นด้านสุขภาพ คือการใช้เทคโนโลยี Polar Precision Prime™ เพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจตลอดวัน การนับก้าว การเคลื่อนไหว แคลอรี่ที่เผาผลาญ อีกทั้งยังมี SleepPlus Stages™ เพื่อบอกระดับการนอน และ Nightly Recharge วิเคราะห์การฟื้นตัวของร่างกายในขณะพัก ในด้านการออกกำลังกายระบบจะจำแนกประเภทของกิจกรรมโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งข้อมูลไปสรุปผลผ่านแอป Polar Flow (รองรับทั้งระบบ iOS และ Android) เพื่อแจ้งข้อมูลสุขภาพรายวัน เหมาะกับคนที่อยากเริ่มติดตามสุขภาพแบบไม่ซับซ้อน และไม่ต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่มเติม 

3.Amazfit Helio Strap

สายรัดข้อมือฟิตเนส smart fitness tracker แบบไร้หน้าจอ ตัวสายดีไซน์สวย น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 10 วันต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Zepp App บนสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบ iOS และ Android 

Amazfit Helio Strap ออกแบบมาเพื่อติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายตลอด 24/7 ด้วยการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ ความเครียด กิจกรรมและการเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ มีระบบ BioCharge™ วิเคราะห์การฟื้นตัวของร่างกาย และรองรับโหมดกีฬาต่างๆ ถึง 27 แบบ รวมถึงโหมด HYROX race เน้นการฝึกความแข็งแกร่งโดยเฉพาะ 

4.Oura ring 4

แหวนอัจฉริยะ (Smart Ring) ที่ออกแบบมาเพื่อการติดตามสุขภาพเชิงลึกโดยไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถสวมใส่ได้เหมือนเครื่องประดับทั่วไป ตัวแหวนผลิตจากไทเทเนียมและเซรามิก โครงสร้างด้านในเรียบเนียน ไร้รอยต่อ น้ำหนักเบา และกันน้ำได้ลึกสูงสุด 100 เมตร แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 8 วันต่อการชาร์ต 1 ครั้งเหมาะกับการใส่ต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน

ตัวแหวนมีระบบ Smart Sensing ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Oura บนสมาร์ทโฟน ช่วยติดตามข้อมูลสุขภาพได้อย่างแม่นยำ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate), HRV และระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) ขณะพัก พร้อมวิเคราะห์ช่วงการนอนหลับแบบละเอียดและสรุปเป็นคะแนนทั้ง Sleep Score และ Readiness Score เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในแต่ละวัน อย่างไรก็ตามผู้ใช้จำเป็นต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน/รายปี เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันและข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด

5.Samsung Galaxy Ring

แหวนอัจฉริยะที่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับระบบ Samsung Health ได้อย่างราบรื่น เหมาะกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ Android โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ใน ecosystem ของ Samsung ตัวแหวนผลิตจากวัสดุไทเทเนียม ดีไซน์เรียบหรู น้ำหนักเบา สามารถสวมใส่ได้ตลอดวันรวมถึงขณะนอนหลับ แบตเตอรี่ใช้งานสูงสุด 7 วันต่อการชาร์ต 1 ครั้ง

ด้านการติดตามสุขภาพ อาศัยหลักการทำงานของเซนเซอร์ 3 ตัว ร่วมกับการวิเคราะห์ของ Galaxy AI เพื่อติดตามข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งรูปแบบการนอนหลับ กิจกรรมที่ทำในแต่ละวันและอัตราการเต้นของหัวใจ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกสรุปและแสดงผลผ่านแอป Samsung Health เพื่อให้ผู้ใช้มองเห็นแนวโน้มสุขภาพของตัวเองได้อย่างชัดเจน เหมาะกับคนที่อยากเริ่มเก็บข้อมูลสุขภาพรายวันแบบไม่ต้องใส่อุปกรณ์ขนาดใหญ่ 

6.Ultrahuman Ring AIR

แหวนอัจฉริยะดีไซน์เรียบหรู น้ำหนักเบา ที่ออกแบบมาเพื่อการติดตามสุขภาพเชิงลึกแบบสวมใส่ได้ตลอดวัน ตัวแหวนด้านนอกผลิตจากไทเทเนียม ส่วนด้านในเคลือบ Epoxy Resin เพื่อลดโอกาสการระคายเคืองผิว แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 5-6 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง รองรับทั้ง iOS และ Android และไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน/รายปี 

การทำงานของสมาร์ทริงรุ่นนี้เน้นการติดตามสุขภาพแบบครบครัน ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, HRV, กิจกรรมในชีวิตประจำวัน, ความเครียด และคุณภาพการพักผ่อน พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านแอปพลิเคชัน Ultrahuman เพื่อให้ผู้ใช้เห็นแนวโน้มสมดุลของร่างกายในแต่ละวัน เหมาะกับผู้ที่สนใจสุขภาพเชิงลึก หรือคนที่อยากใช้ข้อมูลสุขภาพมาปรับพฤติกรรมการนอน การออกกำลังกาย และการฟื้นตัว

7.Garmin Index Sleep Monitor

อุปกรณ์ติดตามการนอนอัจฉริยะที่ออกแบบมาในรูปแบบของสายรัดต้นแขน มีให้เลือก 2 ขนาด (S-M, L-XL) สายรัดน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วไม่อึดอัด แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 7 คืน ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการติดตามคุณภาพการนอนโดยไม่ต้องการใส่นาฬิกาหรือสมาร์ทวอชขณะหลับ 

ตัวสายรัดติดตามคุณภาพการนอนขั้นสูง ทั้งระยะเวลาการนอน อัตราการเต้นของหัวใจ มาพร้อมฟีเจอร์ Pulse Ox ตรวจเช็กการเปลี่ยนแปลงของการหายใจขณะหลับ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการฟื้นตัวของร่างกาย และมีฟีเจอร์ Smart Wake Alarm ปลุกผู้ใช้ให้ตื่นในเวลาที่เหมาะสม โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรายงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS และ Android นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับ Garmin Connect ในกรณีที่ใช้งานสมาร์ทวอช Garmin เพื่อช่วยวิเคราะห์สุขภาพและการฟื้นตัวได้อย่างครอบคลุม

8.Apple watch Ultra 3

สมาร์ทวอชระดับพรีเมียมจาก Apple ตัวเรือนไทเทเนียมแข็งแรงทนทาน พร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยี LTPO3 OLED แสดงผลคมชัด อ่านง่ายแม้อยู่กลางแจ้ง รองรับระบบเซลลูลาร์ (Cellular) และการเชื่อมต่อ 5G ในตัว รวมถึงระบบ GPS ความแม่นยำสูง แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 42 ชั่วโมง

Apple Watch Ultra 3 มาพร้อมกับฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่ครบครัน ทั้งการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนและการให้คะแนนการนอนหลับ ระดับออกซิเจนในเลือด และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ขณะที่โหมดออกกำลังกายรองรับหลายกิจกรรม ทั้งการวิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ ปั่นจักรยาน ปีนเขา ฟิตเนส พายเรือ ฯลฯ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชัน Health เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและรายงานให้ผู้ใช้ได้ทราบอย่างละเอียด 

ด้านฟีเจอร์สุขภาพใช้เทคโนโลยี BioTracker 6.0 สำหรับการติดตามข้อมูลสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด (SpO₂) ความเครียด คุณภาพการนอน และอัตราการผันแปรของการเต้นของหัวใจ (HRV) ส่วนฟีเจอร์ออกกำลังกายรองรับกิจกรรมมากกว่า 140 รูปแบบ รวมถึงโหมดเฉพาะอย่าง HYROX Race, Smart Strength Training เพื่อช่วยวิเคราะห์การออกกำลังกายได้อย่างละเอียด 

9.Samsung Galaxy Watch Ultra

สมาร์ทวอชรุ่นเรือธงของ Samsung ตัวเรือนวัสดุไทเทเนียม หรูหรา ทนทาน ทนความร้อนได้มากถึง 55 องศาเซลเซียส และทนแรงดันน้ำได้ 10ATM  แบตเตอรี่ทำงานสูงสุด 100 ชั่วโมง (โหมดประหยัดพลังงาน) ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ใส่ต่อเนื่องได้หลายวันโดยไม่ต้องชาร์จบ่อย ตอบโจทย์สายกิจกรรมกลางแจ้งหรือคนที่ใช้งานหนักเป็นประจำ

ตัวเครื่อง Samsung Galaxy Watch Ultra อัปเกรดหน่วยประมวลผลใหม่ ด้วย BioActive Sensor ทำงานร่วมกับ Galaxy AI เพื่อติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพโดยละเอียด ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และ HRV เพื่อวิเคราะห์คุณภาพการนอน ส่วนโหมดออกกำลังกายรองรับกิจกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะการออกกำลังกายกลางแจ้งทั้งการวิ่งเทรล ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ พายเรือ เดินป่า ปีนเขา ฯลฯ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Health เพื่อดูภาพรวมสุขภาพและการออกกำลังกายได้ชัดเจน เหมาะกับคนที่อยากได้สมาร์ทวอชที่ครบทั้งดีไซน์ ความอึด และฟีเจอร์สุขภาพแบบครบครัน

10.Garmin Venu 4

สมาร์ทวอทช์รุ่นดังของแบรนด์ Garmin ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้สายสุขภาพและฟิตเนสขั้นสูง ตัวเรือนดีไซน์โลหะสวยงาม มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 41 มม. และ 45 มม. มาพร้อมหน้าจอ AMOLED สีสันสด คมชัด และมีไฟฉาย LED ในตัว ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้นในสถานการณ์แสงน้อย แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 12 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ด้านฟีเจอร์สุขภาพ Garmin Venu 4 มาพร้อมเซ็นเซอร์และฟังก์ชันขั้นสูง ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO₂) HRV การติดตามการนอนหลับและคะแนนการนอน (Sleep Score) รวมถึงมีฟีเจอร์ Lifestyle Logging เพื่อช่วยบันทึกพฤติกรรมต่างๆ เช่น การดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ ระดับความเครียด ฯลฯ ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย 

ด้านการออกกำลังกายสามารถรองรับกิจกรรมได้มากกว่า 80 ประเภท พร้อมระบบ GPS หลายย่านความถี่เพื่อความแม่นยำในการติดตามเส้นทาง พร้อมระบบสรุปข้อมูลบนแอป Garmin Connect ที่รองรับทั้งระบบ iOS และ Android เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำและต้องการอุปกรณ์ที่ให้ข้อมูลสุขภาพครบถ้วน โดยยังคงดีไซน์ที่สวยงาม สามารถใส่ได้ทุกวัน  

11. itamar WatchPAT ONE

อุปกรณ์ติดตามและประเมินคุณภาพการนอนหลับสำหรับใช้ที่บ้านแบบใช้แล้วทิ้ง ตัวอุปกรณ์ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) เหมาะสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ (Sleep-related Breathing Disorders) ผู้ที่นอนกรน หลับไม่สนิท หรือรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเป็นประจำ อุปกรณ์มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ได้แก่ ตัวเครื่องหลักพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดเล็กสำหรับสวมที่ข้อมือ เซนเซอร์ตรวจวัดบริเวณนิ้วมือ และเซนเซอร์หน้าอก

itamar WatchPAT ONE ใช้เทคโนโลยี Peripheral Arterial Tonometry (PAT) ร่วมกับการวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) และการติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Actigraphy) เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญระหว่างการนอน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ระยะการนอน (Sleep Stages) การกรน ท่าทางการนอน การเคลื่อนไหวร่างกาย และแนวโน้มความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ (ดัชนีการหยุดหายใจ หายใจแผ่ว และการหายใจที่ถูกรบกวน)

ข้อมูลที่เซนเซอร์อ่านได้จะถูกส่งไปวิเคราะห์และแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน WatchPAT® ONE บนสมาร์ทโฟน (รองรับทั้งระบบ iOS และ Android) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินและวางแผนการดูแลรักษาโดยแพทย์ ทั้งนี้ควรใช้อุปกรณ์ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี รวมถึงผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ภาวะหลอดเลือดส่วนปลายผิดปกติ หรือมีอุปกรณ์ฝังในร่างกายบางชนิดที่อาจรบกวนการทำงานของสัญญาณ

สรุป

Wearable Devices อุปกรณ์อัจฉริยะในยุคใหม่ที่ช่วยให้การฟังสัญญาณจากร่างกายกลายเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้ได้จริง ทั้งการปรับเวลานอน การเพิ่ม-ลดกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน หรือจัดตารางออกกำลังกายให้สมดุล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นการติดตามสุขภาพในระดับเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หากมีอาการผิดปกติหรือมีโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการดูแลที่เหมาะสม และหากสนใจวางแผนดูแลสุขภาพแบบเฉพาะรายบุคคล โดยทีมแพทย์ของ LINNA Clinic ติดต่อเข้ามาที่ 063-609-8888, WhatsApp +66 919799554 หรือ LINE: @linnaclinic ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

FAQs about DFPP (Plasmapheresis)

เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับปัจจัยทำร้ายสุขภาพหลากหลายด้าน

ตะกร้าสินค้า
Scroll to Top