Additionally, paste this code immediately after the opening tag:
 
ค้นหา
  • LINNA

11 ข้อควรรู้ก่อนทำไฮฟู่ (Hifu) อยากผิวสวยอย่างปลอดภัยต้องรู้ไว้


สารบัญ:

  1. Hifu คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

  2. Hifu ดีไหม ปลอดภัยหรือเปล่า?

  3. Hifu มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร?

  4. รู้ได้อย่างไรว่าเครื่อง Hifu ที่ใช้เป็นของที่มีมาตรฐานและปลอดภัยจริง

  5. ทำ Hifu โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ VS Beauty Therapist แบบไหนดีกว่ากัน

  6. Hifu ต้องทำกี่ช็อต จึงจะเห็นผล?

  7. ทำ Hifu เจ็บไหม

  8. หากหยุดทำ Hifu ไป จะทำให้ผิวหย่อนคล้อยกว่าเดิมไหม

  9. ทำไมมีหลายคนทำ Hifu แล้วไม่เห็นผล

  10. ทำ Hifu ดีไหม ?

  11. Hifu รีวิว

  12. Hifu รวมคำถามอื่นๆ ที่พบบ่อย

  13. ทำ Hifu ร่วมกับหัตถการอื่นๆได้ไหม

  14. Hifu อยู่ได้นานแค่ไหน

  15. ผู้ที่มีโรคประจำตัว และต้องทานยารักษาโรคเป็นประจำ ทำ Hifu ได้ไหม

  16. Hifu ช่วยสลายไขมันได้ไหม

  17. Hifu กับ Ulthera ต่างกันอย่างไร

  18. หลังทำ Hifu แต่งหน้าได้ไหม



ไฮฟู่ (Hifu) นวัตกรรมความงามที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มดารา นักแสดงที่มีชื่อเสียง รวมถึงบุคคลทั่วไป เพราะช่วยยกกระชับผิวหน้า ปรับผิวให้เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เข็ม แทบจะไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น ทำเสร็จก็พร้อมออกไปโชว์ผิวกระชับได้ทันที สาวๆหลายคนอาจสนใจอยากทำ Hifu แต่ยังลังเลหรือมีข้อสงสัยมากมาย ว่า Hifu คืออะไร? ช่วยเรื่องไหนบ้าง? ทำแล้วได้ผลดีจริงไหม? เจ็บมากหรือเปล่า? มาเคลียร์ทุกข้อสงสัยให้หมดไป ด้วย 11 ข้อควรรู้ก่อนทำ Hifu ที่ Linna Clinic รวบรวมมาฝากกันค่ะ


Hifu คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Hifu หรือ ไฮฟู่ คือ นวัตกรรมเพื่อผิวยกกระชับ ปรับหน้าให้เรียว โดยอาศัยหลักการการยิงคลื่นเสียงอัลตราซาวด์พลังงานสูงเข้าไปในผิวชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นที่หมอศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า เพื่อให้ผิวเกิดการหดตัว กระตุ้นให้ชั้นผิวผลิตคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ แก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ลดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ช่วยให้เหนียงยุบลง ลดแก้ม และปรับหน้าให้เรียวกระชับขึ้นได้ นอกไปจากผิวหน้าแล้ว Hifu ยังสามารถทำที่ส่วนอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา และสะโพกค่ะ

Hifu ดีไหม ปลอดภัยหรือเปล่า?

ถึงแม้หลักการทำงานของ Hifu คือการยิงคลื่นเสียงอัลตราซาวด์พลังงานสูงเข้าไปเพื่อทำลายผิวชั้นระดักลึก ให้เกิดการหดตัวและกระชับขึ้น แต่คลื่นเสียงนี้จะไม่ส่งผลเสียหรือสร้างอันตรายต่อผิวชั้นนอก คือ ไม่ทำให้ผิวหน้าชั้นนอกบวม แดง เกิดอาการผิวเบิร์น หรือรอยดำแต่อย่างใด ดังนั้นการทำ Hifu จึงมีความปลอดภัยต่อผิวสูงมาก อีกทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม แถมไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย เรียกได้ว่าสะดวกและตอบโจทย์สุดๆเลยค่ะ




Hifu มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร?

เพราะความเป็นที่นิยมอย่างมากของ Hifu ทำให้มีเครื่อง Hifu ถูกผลิตออกมามากมายในท้องตลาด แต่สามารถแบ่งประเภทของเครื่อง Hifu ได้โดยง่าย ตามลักษณะของพลังงานที่ปล่อยออกมาได้ 2 ชนิด ดังนี้ค่ะ


1. นวัตกรรมเครื่อง Hifu แบบ Macrofocused โดยของจุดพลังงาน (dot) ที่ปล่อยออกมาจะเป็นแบบ Line Shot คือ เมื่อกดยิง 1 ครั้ง จะยิงออกมา 1 แถว แถวละ 12-15 dot โดยเครื่องแบบ Macrofocused มีข้อดีคือ ใช้จำนวน Shot น้อย แต่เนื่องจากยิงออกมาทีละหลาย dot พร้อมๆกัน อาจทำให้เกิดอาการปวด หน่วง หรือเมื่อยใบหน้าได้ในบางคน อาจทำให้บางคนทนเจ็บไม่ไหว จนต้องหยุดทำหรือต้องใช้ยาชาร่วมด้วยค่ะ



2. นวัตกรรมเครื่อง Hifu แบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ที่ปล่อย dot ออกมาแบบ Single Shot คือ เมื่อกดยิง 1 ครั้ง จะยิงออกมา 1 Shot ข้อโดดเด่นของเครื่องที่ลินนาคลินิก คือ การยิงแบบ Single Shot จะช่วยกระจายพลังงานบนผิวหน้าได้ดีกว่า หัวของเครื่องยิงมีขนาดเล็กกว่าจึงสามารถซอกซอนเข้าตามมุมต่างๆของใบหน้าได้ดีกว่า เช่น มุมปาก หน้าผาก หางตา ร่องแก้ม หรือร่องใต้ตา ทำให้แพทย์ออกแบบการรักษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือเจ็บน้อยกว่า ไม่ต้องแปะยาชา เพราะมีนวัตรกรรมใหม่ล่าสุดจากเกาหลีที่เรียกว่า TDT Technology เป็นการกระจ่ายพลังงานความร้อนแบบใหม่ ซึ่งจะลดความเจ็บลงมาก และเห็นผลเหมือนเดิม แต่อาจจะต้องใช้จำนวน shot ในการยิงมากกว่าแบบหัวใหญ่ที่เรียกว่าการยิงแบบ Line Shots ค่ะ

สำหรับที่ Linna Clinic เราใช้เครื่อง Hifu แบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ของ UltraV ที่เป็นเครื่องเดียวที่ได้รับการรับรองจากสถาบันแพทย์ผิวหนังของเกาหลี ผ่านมาตรฐาน อย. ของประเทศไทยและเกาหลี ดำเนินหัตถการด้วยแพทย์มากประสบการณ์ทุกเคสด้วยเทคนิคพิเศษเฉพาะของลินนาคลินิก จึงมั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอนค่ะ



รู้ได้อย่างไรว่าเครื่อง Hifu ที่ใช้เป็นของที่มีมาตรฐานและปลอดภัยจริง

ก่อนเข้าทำ Hifu ควรศึกษารายละเอียดและตรวจสอบความมีมาตรฐานของแต่ละที่ให้ดีค่ะ หากเราเลือกทำในคลีนิกที่ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากจะเสียทั้งเงินและเวลาแล้ว อาจทำให้ผิวได้รับความเสียหาย ทั้งอาการบวม แดง ผิวไหม้ เป็นแผลในปาก เพราะความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องไม่สม่ำเสมอ หรือในขั้นรุนแรงอาจทำให้หน้าบิดเบี้ยว เสียรูปได้ โดยเราสามารถขอเช็คใบรับรอง หรือตรวจดู อย. ของเครื่อง Hifu จากใบเซอร์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจได้ค่ะ หากคลีนิกไหนไม่มีเอกสารเหล่านี้ ให้เราสันนิษฐานได้เลยค่ะว่าเครื่อง Hifu ที่เลือกใช้ไม่ได้มาตรฐาน อาจจะเป็นเครื่องจากประเทศจีน ซึ่งส่วนมากจะเป็นเครื่องลอกเลียนแบบ มีหน้าตาคล้ายกับเครื่อง Ulthera ต้นทุนการนำเข้าไม่แพง ทำให้ราคาต่อ line หรือ shot ถูกกว่ามาก แต่แฝงด้วยข้อเสียมากมาย ทั้งพลังงานที่ปล่อยออกมาจากเครื่องไม่คงที่ เดี๋ยวยิงแรงบ้าง เบาบ้าง บางจุดร้อนตรงกลาง บางจุดไม่ร้อนเลย เมื่อยิงลงไปบนผิว จะทำให้เกิดอาการไหม้ บวม และแสบแดงได้

ทำ Hifu โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ VS Beauty Therapist แบบไหนดีกว่ากัน

คำถามนี้ตอบได้เลยค่ะว่า การทำ Hifu กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก เพราะการทำ Hifu ให้เห็นผล จำเป็นต้องอาศัยความรู้หลากหลายแขนง ทั้งกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) เพราะบนในหน้ามีเส้นประสาทและเส้นเลือดจำนวนมาก หากยิงพลาดไปอาจทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวหรือเสียรูปได้ ความรู้เกี่ยวกับชั้นผิว (Skin Layer) และการวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหาผิวหน้าของคนไข้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อออกแบบการรักษา กำหนดจำนวนช็อตและปรับค่าพลังงานที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้ลงช็อตได้ถูกจุดและแม่นยำ พร้อมทั้งมีเทคนิคการยิงเฉพาะจุดที่ดีกว่า เช่น บริเวณร่องแก้ม หรือร่องใต้ตา นอกไปจากนี้แพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำหลังการรักษาได้ละเอียดและครอบคลุมกว่าอีกด้วยค่ะ

Hifu ต้องทำกี่ช็อต จึงจะเห็นผล?

การจะให้คำตอบได้ว่าการทำ Hifu แต่ละครั้งต้องใช้จำนวนกี่ Shot เป็นสิ่งที่ตอบได้ค่อนข้างยากค่ะ เพราะจำนวน Shot ที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย เช่น

- ชนิดของเครื่อง Hifu ที่ใช้ หากเป็นแบบ Macrofocused ก็อาจใช้จำนวน Shot เพื่อแก้ปัญหาผิวในแต่ละบริเวณน้อยกว่า เช่น 200-300 shot แต่หากเป็นที่ใช้เครื่องแบบ Microfocused ที่ยิงออกมาแบบ Single shot อาจใช้จำนวนถึงหลักพัน Shot ได้ นี่จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แต่ละที่นับจำนวน shot ไม่เหมือนกันค่ะ

- สภาพผิวของแต่ละบุคคล เช่น มีอายุเยอะ มีไขมันใต้ชั้นผิวเยอะ หรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แพทย์ผู้ทำการรักษาก็จะออกแบบการรักษาและปรับใช้จำนวน Shot ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อแก้ไขปัญหาผิวหน้าเป็นรายบุคคลไปค่ะ

ทำ Hifu เจ็บไหม

การทำ Hifu ให้เห็นผลและมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องเจ็บเสมอไปค่ะ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี Hifu ในยุคปัจจุบัน อย่างนวัตกรรม Linna Hifu ที่ใช้คลื่นพลังงานแบบ Microfocused ของ Linna Clinic ช่วยให้เจ็บน้อยกว่า (หรือไม่เจ็บเลยในบางคน) ไม่ต้องฉีดหรือแปะยาชา ไม่ต้องพักฟื้น แต่ยังมีประสิทธิภาพเหมือนการทำ Hifu รูปแบบอื่น




หากหยุดทำ Hifu ไป จะทำให้ผิวหย่อนคล้อยกว่าเดิมไหม

หากหยุดทำ Hifu ไปหรือทำไม่ต่อเนื่อง จะไม่ทำให้ผิวแย่หรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยกว่าเก่าแน่นอนค่ะ เพราะคลื่นพลังงานที่ยิงลงไปในชั้นผิวจะทำให้ผิวเกิดการหดตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวเท่านั้น ไม่ได้ทำลายโครงสร้างชั้นผิวแต่อย่างใด ซึ่งหลังการทำไฮฟู่ 1 ครั้ง จะสามารถอยู่ได้นาน 6-12 เดือน หลังจากนั้นคอลลาเจนในชั้นผิวจะค่อยๆลดลงตามกลไกธรรมชาติ เราจึงแนะนำให้กลับมาย้ำทุกๆ 4-6 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานยิ่งกว่าค่ะ


ทำไมมีหลายคนทำ Hifu แล้วไม่เห็นผล

อาจเคยได้ยินหลายๆคนพูดกันว่าไปทำ Hifu มาแล้วแทบจะไม่เห็นผล ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย จริงๆแล้วการทำ Hifu แล้วไม่เห็นผล อาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีด้วยกันค่ะ


- สภาพผิวหรือปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น ในกรณีที่มีไขมันในชั้นผิวเยอะมาก การทำ Hifu เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ตอบโจทย์ค่ะ กรณีนี้จำเป็นต้องสลายไขมันด้วยการฉีดเมโสแฟต หรือทำ Thermage ก่อน แล้วค่อยเก็บงานด้วย Hifu จึงจะเห็นผลเรื่องความกระชับของผิวได้ หรือในกรณีที่บางรายมีร่องแก้มชัดมาก จำเป็นต้องได้รับการวิเคราะห์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า ปัญหานี้เกิดมาจากความหย่อนคล้อยของผิว หรือเกิดจากการทรุดตัวของกระดูกกันแน่ หากกระดูกทรุด ต้องใช้การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ร่วมด้วยจึงจะทำให้เห็นผลลัพธ์การรักษาที่ชัดเจนมากขึ้นค่ะ

- เครื่อง Hifu ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน พลังงานที่ปล่อยออกมาไม่คงที่ ทำให้ไม่เห็นผลใดๆหลังการทำ ในบางรายอาจะมีอาการข้างเคียง เช่น หน้าบวมแดง แสบหน้า และผิวไหม้อีกด้วย

- ผู้ที่ทำหัตถการไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงประเมินและออกแบบการรักษาได้ไม่สอดคล้องกับปัญหาผิว อาจใช้จำนวน Shot น้อยเกินไป หรือเทคนิคที่ใช้ไม่ดีพอ จนทำให้การรักษาไม่เห็นผล


ทำ Hifu ดีไหม ?

มาถึงตรงนี้ ขอสรุปได้เลยว่า การทำ Hifu เป็นนวัตกรรมความงามเพื่อผิวเต่งตึง ยกกระชับ ที่ทำได้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง ด้วยนวัตกรรม Hifu คลื่นพลังงาน MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ที่ Linna Clinic ที่ทำให้เจ็บน้อยกว่า แต่เห็นผลการรักษาเหมือนการทำ Hifu รูปแบบอื่นๆ ไม่ต้องใช้ยาชา ไม่ต้องพักฟื้น รับประกันความมีมาตรฐานและความปลอดภัย ด้วยเครื่อง Hifu ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันแพทย์ผิวหนังของเกาหลี ผ่านมาตรฐาน อย. ของประเทศไทยและเกาหลี พร้อมด้วยทีมแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ตลอดไปจนถึงให้คำแนะนำหลังการรักษาอย่างครบถ้วน หากใครที่กำลังสนใจการทำ Hifu สามารถแวะเข้ามารับคำปรึกษาที่ Linna Clinic หรือสามารถแอดไลน์เข้ามาสอบถาม จองคิวการรักษา พร้อมรับส่วนลดและราคาโปรโมชั่นอีกมากมายได้เลยค่ะ

Hifu รีวิว

รีวิวเคสก่อนและหลังปรับรูปหน้าด้วย Hifu โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ Linna Clinic



Hifu รวมคำถามอื่นๆ ที่พบบ่อย

- อายุเท่าไหร่จึงจะทำ Hifu ได้

สามารถเริ่มทำ Hifu ได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปเลยค่ะ การเริ่มทำตั้งแต่ในช่วงวัยที่ปัญหาผิวยังน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาผิวรุนแรงขึ้น ช่วยชะลอและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ส่วนผู้สูงอายุก็สามารถทำ Hifu เพื่อยกกระชับผิวได้เช่นเดียวกันค่ะ ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดใดๆ


- ทำ Hifu ร่วมกับหัตถการอื่นๆได้ไหม

สามารถทำ Hifu ร่วมกับหัตถการอื่นๆได้เลยค่ะ เช่น ฟิลเลอร์ ร้อยไหม โบท็อกซ์ เมโสแฟต หรือ Thermage ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนการรักษาและทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


- Hifu อยู่ได้นานแค่ไหน

หลังทำ Hifu 1 ครั้ง สามารถอยู่ได้นาน 6-12 เดือนเลยค่ะ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานยิ่งกว่า เราแนะนำให้กลับมาทำซ้ำทุกๆ 4-6 เดือน โดยก่อนทำ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมทุกครั้งค่ะ


- ผู้ที่มีโรคประจำตัว และต้องทานยารักษาโรคเป็นประจำ ทำ Hifu ได้ไหม

ผู้ที่มีโรคประจำตัวและทานยาเพื่อรักษาโรค สามารถทำ Hifu ได้โดยไม่มีข้อห้ามใดๆเลยค่ะ สามารถรับประทานยาที่ทานอยู่เป็นประจำได้เลย ไม่ต้องหยุดยาค่ะ


- Hifu ช่วยสลายไขมันได้ไหม

ช่วยได้เพียงเล็กน้อยค่ะ โดย Hifu จะช่วยเรื่องการยกกระชับผิวมากกว่า ในกรณีที่มีชั้นไขมันค่อนข้างหนา ควรฉีดเมโสแฟตหรือทำ Thermage ร่วมด้วยเพื่อผลลัพธ์เรื่องไขมันที่ชัดเจนกว่าค่ะ


- Hifu กับ Ulthera ต่างกันอย่างไร

Hifu และ Ulthera มีหลักการทำงานที่เหมือนกัน คือ การยิงคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความถี่สูงลงไปยั้งผิวชั้น SMAS แต่ Ulthera จะใช้หัวยิงที่มีขนาดใหญ่กว่า มีหน้าจอแสดงผลให้แพทย์ตรวจดูความลึกของการยิงตลอดเวลา ซึ่งการทำ Ulthera จะเจ็บกว่าการทำ Hifu มาก ส่วนข้อดีของ Hifu จะมีราคาที่ย่อมเยากว่ามากค่ะ

- หลังทำ Hifu แต่งหน้าได้ไหม

สามารถแต่งหน้าและล้างหน้าได้ตามปกติเลยค่ะ แต่พยายามหลีกเลี่ยงการนวดหรือถูใบหน้าแรงๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังทำ


ดู 34 ครั้ง0 ความคิดเห็น