8 ข้อควรรู้ก่อนทำโปรแกรมโบ

โปรแกรมโบเป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทำได้ง่ายและไว และมีผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้หมอขอมาอธิบายรายละเอียดและข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ค่ะ

Table of Contents

1. ข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำโปรแกรมโบ

ข้อดีของโบ

ช่วยลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยระหว่างคิ้ว หางตา และรอยตีนกา

ปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น โดยทำให้กล้ามเนื้อมัดกรามมีขนาดเล็กลง กรอบหน้าดูชัดเจน

สามารถใช้ยกกระชับกรอบหน้าได้ ทำให้กรอบชัดและผิวยกกระชับ

ช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ชั้นผิวได้

ช่วยกระชับรูขุมขนได้ดี

ช่วยลดภาวะเหงื่อออกมากเกินปกติ ตามรักแร้ มือ เท้า ได้ ลดกลิ่นตัวที่มาจากความอับชื้น

ช่วยเรื่อง Office Syndrome กล้ามเนื้อคอแข็ง ได้

สามารถทำได้โดยไม่ต้องพักฟื้น

เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสียของโบ

ไม่ใช่การรักษาที่ถาวร ควรทำต่อเนื่อง 4-6 เดือนขึ้นไปสามารถย้ำได้

อาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น อาการบวม แดง ช้ำ บริเวณที่ฉีดปวดศีรษะ ตาพร่า มึนงง ในบางราย

หากฉีดถี่เกินไป หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปมา อาจทำให้ดื้อโบได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในคนไข้บางรายค่ะ

อาการบวม แดง ช้ำ บริเวณที่ฉีด มักเป็นอาการปกติและจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 1-2 วัน

ปวดศีรษะ ตาพร่า มึนงง 

กลืนลำบาก

กล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณที่ฉีด 

และหากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญอาจ ตาตก ปากเบี้ยว ยิ้มไม่สมมาตร ได้ แต่อาการจะไม่อยู่ถาวร จะค่อยๆดีขึ้นเองใน 1 เดือน ทั้งนี้หากเกิดขึ้นกับท่านใด ควรรีบแจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาให้ช่วยแก้ไขให้ทันท่วงที

2.ความสำคัญของการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวก่อนฉีด

การปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ใบหน้า และปัญหาใบหน้า เพื่อประเมินสภาพผิวก่อนฉีดมีความสำคัญมากดังนี้

เพื่อความปลอดภัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถประเมินสภาพผิวและสุขภาพโดยรวมของคนไข้ เพื่อประเมินว่าคนไข้เหมาะสมกับการทำโปรแกรมโบ หรือไม่ หากคนไข้มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคมะเร็งโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง โรคระบบประสาท กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร แพทย์อาจพิจารณาไม่ฉีดโบ ให้กับคนไข้

เพื่อผลลัพธ์ที่ดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย แพทย์จะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ เทคนิคการฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด

เพื่อลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้คนไข้เข้าใจถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบ และสามารถเตรียมรับมือได้อย่างเหมาะสม หากคนไข้มีอาการผิดปกติหลังฉีด ก็สามารถแจ้งให้แพทย์ทราบได้ทันที

3.ฉีดส่วนไหนได้บ้าง

สามารถฉีดได้หลายส่วนบนใบหน้าและร่างกายขึ้นอยู่กับความต้องการและปัญหาที่อยากแก้ไข โดยจุดที่นิยมฉีดหมอขอชี้แจงตามวัตถุประสงค์ดังนี้ค่ะ

สำหรับลดริ้วรอย

หน้าผาก: ลดริ้วรอยแนวเส้นตรงระหว่างคิ้ว

ระหว่างคิ้ว: ลดริ้วรอยรูปตัว 11 ที่เกิดจากการขมวดคิ้ว

หางตา: ลดริ้วรอยตีนกา

ใต้ตา: ลดริ้วรอยใต้ตา

คอ: ลดริ้วรอยแนวนอนบริเวณคอ (Horizontal neck bands)

สำหรับปรับรูปหน้า

กราม: ลดกราม ทำให้หน้าเรียวขึ้น

ปีกจมูก: ปรับรูปทรงจมูกให้ดูแคบลง

สันจมูก: ทำให้สันดูชัดขึ้น

กรอบหน้าและคอ: เพื่อยกกระชับ

คาง: เพื่อให้มุมปากไม่ตก

สำหรับงานผิว

หน้าแก้ม: เพื่อกระชับรูขุมขน ทำให้หน้าใสขึ้นได้

สำหรับบริเวณอื่นๆ

 รักแร้: ลดเหงื่อใต้รักแร้

ฝ่ามือ: ลดเหงื่อที่ฝ่ามือ

ฝ่าเท้า: ลดเหงื่อที่ฝ่าเท้า

กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่: ช่วยลดอาการปวดศีรษะจาก Office Syndrome

กล้ามเนื้อตา: ช่วยแก้ไขอาการตาเหล่

4.เครื่องดื่มที่ควรงดหลังฉีดโบ

1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ซึ่งอาจเพิ่มการกระจายตัวของตัวยา ทำให้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควร อีกทั้งแอลกอฮอล์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อบวม แดง ช้ำ บริเวณที่ฉีด

2. เครื่องดื่มคาเฟอีน

คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน หมอขอแนะนำให้ปรับเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีน เช่น น้ำเปล่า ชาสมุนไพร เป็นต้น

3. เครื่องดื่มชูกำลัง

เครื่องดื่มชูกำลังมีส่วนผสมของคาเฟอีนและสารกระตุ้นอื่นๆส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับกาแฟแนะนำให้เลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมเหล่านี้

ระยะเวลาที่ควรหยุดเครื่องดื่มเหล่านี้

โดยทั่วไปแนะนำให้งดดื่มแอลกอฮอล์ 24-48 ชั่วโมงหลังฉีด หรือให้ดีที่สุด 1-2 อาทิตย์หลังฉีด เพื่อให้ตัวยาได้ทำงานเต็มที่ แต่หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจต้องยอมรับว่าผลลัพธ์อาจอยู่ได้สั้นลง

สำหรับเครื่องดื่มคาเฟอีน เครื่องดื่มร้อน เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง สามารถปรับลดปริมาณหรือหยุดชั่วคราว 2-3 วันแรกหลังฉีด

5.การหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนบริเวณที่ฉีด

การเข้า Sauna/ Steam หรือโยคะร้อน ความร้อนอาจส่งผลเสียต่อผลลัพธ์และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้ ดังนี้

ทำให้ตัวยา ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ความร้อนอาจเพิ่มการกระจายตัว ทำให้เกิดการกระจายตัวไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ ส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนหรืออาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปากเบี้ยว

เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการบวม แดง ช้ำ ความร้อนอาจกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณที่ฉีด ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ส่งผลให้อาการบวม แดง ช้ำ นานขึ้นหรือรุนแรงขึ้น

ดังนั้น หลังฉีดโบ ควรหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนบริเวณที่ฉีดเป็นเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ค่ะ

6.งดการนวดหน้า กดจุด หรือนอนคว่ำหน้า บริเวณที่ฉีด

งดการนวดหน้าและกดจุดบริเวณที่ฉีดโบ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีดรวมถึงการนอนคว่ำภายใน 3 ชั่วโมงแรก มีความเสี่ยง หมอขออธิบายเหตุผลดังนี้ค่ะ

1. ป้องกันการกระจายของตัวยา: การนอนคว่ำใน 3 ชั่วโมงแรกอาจกดทับบริเวณที่ฉีดโบ รวมถึงการนวดหน้าหรือกดจุดสามารถทำให้ตัวยาที่ฉีดเข้าไปกระจายออกไปจากตำแหนกเป้าหมายไปยังบริเวณใกล้เคียงได้ ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ตรงตามที่ต้องการ เช่น เกิดริ้วรอยใหม่ในบริเวณที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือตาตก ปากเบี้ยวได้

2. ลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง: การกระตุ้นบริเวณที่ฉีดอาจทำให้เกิดรอยช้ำ บวม หรืออาการระคายเคืองได้มากขึ้น

3. ช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ: การปล่อยให้บริเวณที่ฉีดไปไม่โดนการรบกวน ช่วยให้ตัวยา เข้าสู่ปลายประสาทและออกฤทธิ์ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

7.การออกกำลังกายหลังการฉีด

หลังจากฉีดโบท็อก การออกกำลังกายโดยทั่วไปสามารถทำได้แต่มีข้อควรระวังและช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนี้ค่ะ

ช่วงเวลาที่ควรเว้นการออกกำลังกาย

4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด: ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหนักและการเล่นโยคะหลังฉีด 4 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงตัวยากระจายออกจากตำแหน่งเป้าหมาย

24-48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด: ต้องระวังการขยับใบหน้ามากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักๆ ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีดแรง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

กิจกรรมที่ควรระวังหลังฉีดโบ

กิจกรรมที่ทำให้ความร้อนขึ้นมากๆ: งดซาวน่า สปา โยคะร้อนเข้าฟิตเนสที่อากาศร้อน เนื่องจากความร้อนอาจทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลง

กิจกรรมที่เสี่ยงโดนกระแทกใบหน้า: ควรงดกีฬาที่มีโอกาสโดนใบหน้า เช่น มวย เทควันโด บาสเก็ตบอล เป็นต้น

ทั้งนี้หลังจากครบ 48 ชั่วโมงที่ฉีดโบ ไปแล้ว สามารถกลับมาทำกิจกรรมบางอย่างได้นะคะ เช่น

เริ่มกลับมาออกกำลังกายได้ แต่ยังควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

ออกกำลังกายเบาๆ เน้นยืดเหยียด ประเภทเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานช้าๆ หรือโยคะเบาๆ

8.การดื้อยาจากการเปลี่ยนแบรนด์ บ่อย

ภาวะดื้อโบ อาจเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแบรนด์บ่อย

• ตัวยาโบต่างแบรนด์ มีสารออกฤทธิ์หลักเหมือนกัน คือBotulinum toxin แต่ความบริสุทธิไม่เท่ากัน การได้รับตัวยาที่บริสุทธ์น้อย อาจทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและส่งผลให้ดื้อโบในที่สุด

การเปลี่ยนแบรนด์อาจช่วยให้เห็นผลลัพธ์ดีขึ้นชั่วคราวเนื่องจากภูมิคุ้มกันยังจำไม่ได้แม่นยำ แต่สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การดื้อโบ อยู่ดี

ทั้งนี้ การดื้อโบ อาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เกิดจากการเปลี่ยนแบรนด์เพียงอย่างเดียว สามารถเกิดจากการฉีดที่ถี่เกินไป หรือ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ควรเลือกฉีดโดยคลินิกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจฉีดโบ ฏิบัติตามคำแนะนำ และหากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

Related Articles

Thailand’s Top 3 Filler Injector: Facial Design Expert

Dr. Tikamporn Yaibuates or “Dr. Ae” A senior aesthetic specialist recognized as one of the Top 3 doctors in Thailand for Juvederm filler injections, facial contouring, and Facial lifting program with Botulinum Toxin, with over 20 years of experience and numerous cases that have built confidence for over 10,000 of patients. Dr. Tikhamporn Yaibuates graduated

แนะนำ 6 วิธีกระชับรูขุมขนแบบไว เห็นผลจริง แถมหน้าใสขึ้นด้วย

ปัญหารูขุมขนกว้างมักทำให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียนและเป็นสาเหตุของการเกิดสิวหรือหน้ามันได้ง่าย การกระชับรูขุมขนและปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ หากคุณกำลังมองหาวิธีที่ได้ผลเร็วและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน มาดู 5 วิธีที่ช่วยกระชับรูขุมขนแบบไว พร้อมเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวหน้า 1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกด้วยโทนเนอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก การทำความสะอาดรูขุมขนเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความมันและสิ่งสกปรกที่อุดตัน โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ช่วยละลายคราบมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขน ลดการเกิดสิว และกระชับรูขุมขนเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ใช้หลังจากล้างหน้าเพื่อเตรียมผิวสำหรับการบำรุงขั้นถัดไป นอกจากนี้ยังควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 30+ อย่างเป็นประจำ รวมทั้งระมัดระวังในเรื่องของการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA/BHA อีกด้วย เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือเกิดการระคายเคืองได้ 2. มาสก์โคลนเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกิน มาสก์โคลนช่วยขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนดูกระชับและผิวหน้าสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ควรใช้มาสก์โคลนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยปล่อยให้มาสก์โคลนแห้งบนผิวหน้า ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนี้มาสก์จะทำหน้าที่ดูดซับน้ำมันและสิ่งสกปรกจากผิวหน้าลงสู่ชั้นล่าง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามาสก์แห้งและตึงผิว ควรล้างออกด้วยน้ำอุ่น การใช้มาส์กโคลนนั้น นอกจากจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้าแล้ว ก็ยังช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น ลดความมันส่วนเกิน ช่วยกระชับรูขุมขน และทำให้ผิวหน้าดูสะอาดสดใสขึ้น 3. การใช้น้ำแข็งประคบผิวหน้าสำหรับการกระชับรูขุมขนทันที วิธีนี้ง่ายและได้ผลทันทีเมื่อคุณต้องการให้ผิวดูกระชับ โดยการนำผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งแล้วประคบเบา ๆ บนผิวหน้า น้ำแข็งจะช่วยหดตัวรูขุมขนชั่วคราว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ก่อนแต่งหน้าเพื่อช่วยให้เมคอัพติดทนนาน

Ultraformer คืออะไร ราคาเท่าไหร่ ช่วยยกกระชับได้นานถึง 1 ปี จริงไหม

อยากมีผิวสวยกระชับ ดูเต่งตึง ไม่มีริ้วรอยร่องลึกและความเหี่ยวย่นต่างๆ คอยกวนใจแต่ไม่อยากผ่าตัดยกกระชับ ไม่อยากฉีดสารสังเคราะห์ทั้งพวกโบท็อกซ์ (Botox) หรือฟิลเลอร์ (Filler) เข้าสู่ร่างกายทำได้หรือไม่? โจทย์งานผิวจะยากเพียงใดแต่นวัตกรรมยกกระชับผิวอย่าง Ultraformer ก็เอาอยู่ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีเพื่อผิวยกกระชับ ลดริ้วรอยและกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ๆ ใต้ชั้นผิวได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ภายในครั้งแรกที่ทำ สำหรับใครที่ต้องการยกกระชับผิวให้สวยหล่อดูมั่นใจมากขึ้นและกำลังมีแพลนทำ Ultraformer แต่ยังไม่มั่นใจว่า Ultraformer ดีจริงไหม ราคาเท่าไหร่ หลังทำ Ultraformer ช่วยคงผลลัพธ์ผิวยกกระชับได้นานถึง 1 ปี จริงไหม? มาดูทุกคำตอบไปพร้อมๆ กันได้ในบทความนี้จาก Linna Clinic (ลินนา คลินิก) Table of Contents Ultraformer คืออะไร? Ultraformer (อัลตราฟอร์เมอร์) คือ เทคโนโลยีเพื่อการยกกระชับผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้ทรงวีเชฟ (V-shape) โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยการยิงคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงและมีความเฉพาะเจาะจงแบบ MMFU (Micro & Macro Focus Ultrasound) เข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังและสามารถลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนหรือผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular

Shopping Cart
Scroll to Top