มีโรคประจำตัวอยู่ ทำโปรแกรมโบ ได้ไหม

ก่อนอื่นหมอแนะนำผู้ที่จะเข้ามาทำโปรแกรมโบ  มาเช็คความพร้อมของสุขภาพกันเสียก่อน โดยจะต้องไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ และให้นมบุตรส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น คนที่มีโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง คนที่มีปัญหากล้ามเนื้อในการกลืน ควรหลีกเลี่ยง เพื่อความปลอดภัย และก่อนทำโปรแกรมโบ ไม่ควรปกปิดโรคประจำตัวกับแพทย์ผู้ให้การรักษาค่ะ

Table of Contents

ข้อควรพิจารณาก่อนการทำโปรแกรมโบ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว

เพื่อความปลอดภัย  ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการก่อนตัดสินใจฉีด  แพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมของคุณโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ประเภทของโรคประจำตัว: บางโรคอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือระบบประสาท ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงจากการทำโปรแกรมโบ ได้
  • ยาที่รับประทานอยู่: ซึ่งยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยาต่อกันกับสารคลายกล้ามเนื้อ
  • ประวัติการแพ้ยา: หากคุณเคยแพ้ยาใดๆ หรือมีประวัติการแพ้ทุกชนิดควรแจ้งแพทย์ให้ทราบทุกครั้งก่อนทำการฉีด

หมอแนะนำห้ามฉีดเองโดยเด็ดขาดเนื่องจาก เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงหากใช้ไม่ถูกต้อง การฉีดผิดจุด หรือฉีดในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ เช่น ใบหน้าเบี้ยว ตาตก ปากตกเป็นต้น ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเสมอเพื่อความปลอดภัยค่ะ

โรคประจำตัวใดห้ามทำโปรแกรมโบ

  • ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis: ALS) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis) โรคกล้ามเนื้ออักเสบ ไม่ควรฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเพราะอาจส่งผลให้มีอาการที่แย่ลงหลังจากการฉีดตัวยาคลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากสารคลายกล้ามเนื้อทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโบ  อาจเกิดอาการแพ้ได้
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum Toxin ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ของโบท็อก อาจเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน หากในกรณีที่คนไข้มีความกังวลว่าจะแพ้ Botulinum Toxin สามารถขอให้คุณหมอทำ Skin Test ก่อนการฉีดได้ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกจากโรคประจำตัวแล้วกรณีที่คนไข้กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไม่แนะนำให้ทำโปรแกรมโบ ค่ะ

  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แม้จะยังไม่มีรายงานเรื่องความอันตราย แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอต่อการรับรองถึงความปลอดภัยเช่นกัน อีกทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจส่งผลต่อร่างกายทุกชนิดไม่ว่าจะบริเวณไหนก็ตามให้มากที่สุดดังนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรจึงควรหลีกเลี่ยงโปรแกรมโบไปก่อนค่ะ

ทั้งนี้หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องการทำโปรแกรมโบ และสงสัยว่าสามารถทำหัตถการความงามด้านอื่นๆแทนได้หรือไม่ คุณแม่สามารถสอบถามลินนาคลินิก (LINNA Clinic) หรือเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

ยาและอาหารเสริมที่ควรเลี่ยง หากต้องการทำโปรแกรมโบ

ควรเลี่ยงที่จะรับประทานกลุ่มตัวยา และอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะทำให้เลือดหยุดไหลได้ช้า และอาจจะทิ้งรอยช้ำบริเวณบนผิวหนังบริเวณที่ฉีด ซึ่งได้แก่ตัวยา และกลุ่มอาหารเสริม ดังต่อไปนี้

  • วิตามิน อี (Vitamin E)
  • น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose)
  • ยาแก้ปวด
  • ยาต้านการอักเสบ ชนิด NSAIDs ได้แก่ 
  • แอสไพริน (Aspirin)
  • ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 
  • นาพรอกเซน (Naproxen)

นอกจากนี้ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสมุนไพร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม โสม สารสกัดจากใบแปะก๊วย จะทำให้ภายในร่างกายรู้สึกร้อน หรืออาหารเสริมชนิดที่มีวิตามินซี หรือคอลลาเจนที่ทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดี แนะนำให้หลีกเลี่ยงเช่นกันเพราะอาจทำให้เลือดไหลออกได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช้ำได้มากหลังฉีดได้เช่นกัน ดังนั้น ควรเลี่ยงที่จะรับประทานหรือใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทั้งก่อนและหลังทำโปรแกรมโบ 7 วันค่ะ

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้หลังทำโปรแกรมโบ

โดยส่วนมาก การฉีดโบ มักไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายร้ายแรง หากทำการฉีดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงมีการเว้นระยะการฉีดไปไม่ต่ำกว่า 3 เดือนเพื่อป้องกันการดื้อยาค่ะ

 ผลข้างเคียงที่สามารถพบได้ทั่วไป หลังจากการทำโปรแกรมโบมีดังนี้

  • อาจมีอาการปวดศีรษะหรือปวดในบริเวณที่ฉีด มักเกิดขึ้นได้หลังจากการฉีด 1-2 วันอาการปวดมักไม่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบางคน
  • เคี้ยวอาหารได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีความแข็งและเหนียว เพราะกล้ามเนื้อส่วนกรามในบริเวณที่ทำการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อมา กล้ามเนื้อจะมีความเล็กลง อาจทำให้รู้สึกเมื่อยเวลาเคี้ยวอาหารมากขึ้นได้ในช่วงแรกและอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ข้อต่อของขากรรไกรไม่แข็งแรงเท่าเดิมพบได้น้อยมักเกิดขึ้นในผู้ที่ฉีดโบท็อกบริเวณกรามเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็นแต่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์
  • ใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมมาตร หรือปากเบี้ยวเวลายิ้มควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแก้ไขได้ทันท่วงที
  • สำหรับผู้ที่แต่เดิมมีเนื้อแก้มเยอะ ผิวไม่กระชับ เมื่อทำโปรแกรมโบจนหน้าเรียวขึ้นแล้ว อาจทำให้เนื้อแก้มหย่อนคล้อยลงมาเล็กน้อย หลังจากการฉีดลดกรามแล้วอาจจะต้องมีการทำหัตถการอื่นควบคู่เพื่อช่วยให้รูปหน้าดูมีความกระชับ ดูเรียวขึ้น และไม่หย่อนคล้อย หมอจะแนะนำให้ทำโบท็อก คุวบคู่กับการใช้เครื่องยกกระชับ เช่น HIFU พร้อมกันค่ะ หรือสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้ค่ะ

ส่วนมากผลข้างเคียงที่กล่าวไปข้างต้นนั้น มักส่งผลไม่ร้ายแรงมากนัก และจะเกิดในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น จากนั้นอาการจะค่อยๆดีขึ้นหรือหายไปเอง  แต่ในกรณีที่ส่งผลข้างเคียงระยะยาว ผู้เข้ารับบริการอาจจำเป็นจะต้องรอให้สารโบทูลินัม ท็อกซิน ที่ฉีดเข้าไปสลายไปเองก่อน แล้วอาการข้างเคียงจึงจะหายไป หรือเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแก้ไขปัญหาได้ค่ะ

อย่างไรแล้ว ตัวยาคลายกล้ามเนื้อ ไม่ได้อันตรายต่อผิวหน้าและผิวกาย หากมีโรคประจำตัวหรือการแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ผู้ที่ทำการรักษาให้ทราบก่อนทำการฉีดหัตถการคลายกล้ามเนื้อ ในทุกกรณี พร้อมกับการดูแลก่อนฉีดและหลังฉีด ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ชำนาญการนอกจากนี้ ควรศึกษาข้อมูลและรีวิวของคลินิกก่อนทำตัดสินใจฉีด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับบริการที่ดีและปลอดภัยเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดและเหมาะกับทุกปัญหาผิวหน้าของแต่ละบุคคลจากแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่ลินนาคลินิก (LINNA Clinic)  เราเน้นเรื่องความปลอดภัย เป็นอันดับหนึ่ง และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีบริการรักษาปรับสภาพผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เพื่อผิวหน้ากลับมาเต่งตึงอีกครั้งคนไข้สามารถปรึกษาลินนาคลินิกได้ที่เบอร์ 063-609-8888 หรือทางไลน์ @linnaclinic ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

“หนึ่งใน Top 3“ แพทย์ฟิลเลอร์ของประเทศไทย  ด้านการออกแบบรูปหน้าระดับนานาชาติ

พญ. ทิฆัมพร ใยบัวเทศ หรือ “หมอเอ๋” เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านความงามอาวุโส ที่ได้รับการยอมรับให้เป็น Top 3 ของประเทศไทย ด้านการฉีดฟิลเลอร์ Juvederm ปรับรูปหน้า และ โปรแกรมโบ ยกกระชับใบหน้า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี และผลงานมากมายที่สร้างความมั่นใจให้กับคนไข้หลายหมื่นเคส หมอเอ๋สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะศึกษาต่อเฉพาะทางด้านผิวหนังและเลเซอร์ และสั่งสมประสบการณ์ในโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำ ก่อนจะมุ่งสู่เส้นทางเวชศาสตร์ความงามอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) และโปรแกรมโบ เพื่อปรับรูปหน้า เติมเต็ม และยกกระชับให้ได้สัดส่วนที่สวยงามอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ความเชี่ยวชาญและบทบาทระดับนานาชาติ หมอเอ๋เป็นหนึ่งใน แพทย์รุ่นบุกเบิกของ Allergan Medical Institute (AMI) สถาบันฝึกอบรมแพทย์ด้านฟิลเลอร์และโปรแกรมโบระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Juvederm และ Allergan ด้วยประสบการณ์มากมายในการออกแบบรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์ จึงทำให้หมอเอ๋ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน “Top 3 Filler Juvederm Injector in Thailand“ และด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หมอเอ๋ได้รับแต่งตั้งให้เป็น

แนะนำ 6 วิธีกระชับรูขุมขนแบบไว เห็นผลจริง แถมหน้าใสขึ้นด้วย

ปัญหารูขุมขนกว้างมักทำให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียนและเป็นสาเหตุของการเกิดสิวหรือหน้ามันได้ง่าย การกระชับรูขุมขนและปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ หากคุณกำลังมองหาวิธีที่ได้ผลเร็วและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน มาดู 5 วิธีที่ช่วยกระชับรูขุมขนแบบไว พร้อมเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวหน้า 1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกด้วยโทนเนอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก การทำความสะอาดรูขุมขนเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความมันและสิ่งสกปรกที่อุดตัน โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ช่วยละลายคราบมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขน ลดการเกิดสิว และกระชับรูขุมขนเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ใช้หลังจากล้างหน้าเพื่อเตรียมผิวสำหรับการบำรุงขั้นถัดไป นอกจากนี้ยังควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 30+ อย่างเป็นประจำ รวมทั้งระมัดระวังในเรื่องของการใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA/BHA อีกด้วย เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือเกิดการระคายเคืองได้ 2. มาสก์โคลนเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกิน มาสก์โคลนช่วยขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนดูกระชับและผิวหน้าสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ควรใช้มาสก์โคลนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยปล่อยให้มาสก์โคลนแห้งบนผิวหน้า ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนี้มาสก์จะทำหน้าที่ดูดซับน้ำมันและสิ่งสกปรกจากผิวหน้าลงสู่ชั้นล่าง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามาสก์แห้งและตึงผิว ควรล้างออกด้วยน้ำอุ่น การใช้มาส์กโคลนนั้น นอกจากจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้าแล้ว ก็ยังช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น ลดความมันส่วนเกิน ช่วยกระชับรูขุมขน และทำให้ผิวหน้าดูสะอาดสดใสขึ้น 3. การใช้น้ำแข็งประคบผิวหน้าสำหรับการกระชับรูขุมขนทันที วิธีนี้ง่ายและได้ผลทันทีเมื่อคุณต้องการให้ผิวดูกระชับ โดยการนำผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งแล้วประคบเบา ๆ บนผิวหน้า น้ำแข็งจะช่วยหดตัวรูขุมขนชั่วคราว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ก่อนแต่งหน้าเพื่อช่วยให้เมคอัพติดทนนาน

โหงวเฮ้งผู้หญิง มีเสน่ห์ โหงวเฮ้งใบหน้า ผู้หญิง เสริมเสน่ห์ สร้างบารมี ปรับหน้าสวยทั้งทีต้องดีทุกด้าน

โหงวเฮ้งผู้หญิง มีเสน่ห์ ความสวยที่ไม่ใช่แค่เพียงถูกหลักความงามทางวิทยาศาสตร์อย่าง Golden Ratio แต่ยังต้องสอดคล้องเข้ากับหลักโหงวเฮ้ง (Mien Shiang) ศาสตร์ของการทำนายทายทักคุณสมบัติและอุปนิสัยของแต่ละบุคคลได้จากลักษณะภายนอก มากไปกว่านั้นคุณผู้หญิงหลายๆ ท่านยังมีความเชื่อว่าโหงวเฮ้งใบหน้าที่ดีจะช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ทำให้ใบหน้าสวยงามน่ามองทั้งยังเป็นการช่วยเติมเต็มพลังบวกดึงดูดแต่เรื่องดีๆ ส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในหลากหลายด้านของชีวิตไม่ว่าจะเป็นการเงิน การงาน สุขภาพ ความรักและครอบครัว สาวๆ คนไหนที่กำลังศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโหงวเฮ้งใบหน้า ผู้หญิง โหงวเฮ้งผู้หญิง มีเสน่ห์ ต้องเป็นแบบไหน? ปรับโหงวเฮ้งใบหน้าให้ดีขึ้น ทำได้อย่างไร? ตามมาเสริมพลังความสวยด้วยหลักโหงวเฮ้งใบหน้าในบทความนี้ของลินนา คลินิก (LINNA Clinic) กันได้เลยค่ะ ลักษณะโหงวเฮ้งผู้หญิง มีเสน่ห์ ใบหน้าผู้หญิง ที่ดีต้องเป็นอย่างไร? หากอิงจากตำราความเชื่อของชาวจีนแล้วนั้นลักษณะโหงวเฮ้งใบหน้า ผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์ประกอบไปด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ หน้าผาก ตา จมูก ปาก และคาง โดยที่ทุกอย่างจะต้องมีสัดส่วนที่สมดุลรับเข้ากันได้อย่างพอเหมาะ ดังนี้ หน้าผาก หน้าผากนับเป็นส่วนที่อยู่ด้านบนสุดของใบหน้าจึงเปรียบเสมือนจุดพลังงานสำคัญที่จะช่วยเสริมโชคชะตา โหงวเฮ้งผู้หญิง มีเสน่ห์ ที่บริเวณหน้าผากต้องมีลักษณะกลมมน มีความโหนกนูนในระดับที่พอเหมาะไม่ยกสูงหรือราบเรียบจนเกินไป และที่สำคัญโหงวเฮ้งหน้าผากผู้หญิงที่ดูดี ช่วยเพิ่มบารมี โชคลาภวาสนาจะต้องเป็นหน้าผากที่ดูเกลี้ยงเกลา ไม่มีรอยบุ๋ม ไม่มีรอยแผลเป็นหรือริ้วรอยร่องลึกต่างๆ

Shopping Cart
Scroll to Top